เมื่อพูดถึง “หอมแบ่ง” บางคนอาจจะไม่คุ้นหูนัก แต่หากบอกว่าเป็น “ต้นหอม” คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นผักที่ใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายมาก จึงทำให้ความต้องการใช้ในแต่ละวันสูงมากทั้งในระดับครัวเรือนและกลุ่มธุรกิจอาหาร
โดยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกหอมแบ่งเฉลี่ยมากถึง 36,000 ไร่ (ข้อมูล : กรมส่งเสริมการเกษตรปี 2559-2563) ด้านราคาก็ไม่ธรรมดา...เพราะหากเป็นช่วงที่ขาดตลาดนั้นราคาจะพุ่งสูงมากกว่าไร่ละ 1 แสนบาทเลยทีเดียว! การปลูกหอมแบ่งนั้นดูเหมือนจะไม่ซับซ้อน แต่การจะปลูกให้ได้คุณภาพ หลอดใหญ่ ใบหนาสีเขียวสวย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตลาดต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
วันนี้เราพาไปคุยกับผู้รู้จริงเรื่องหอมแบ่งอย่าง “คุณกุ๊ก-ชำนาญ บุญอยู่” ชาว อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เกษตรกรปลูกหอมแบ่งที่มีประสบการณ์การมากกว่า 20 ปี มีพื้นที่ปลูกกว่า 37 ไร่ โดยในแต่ละปีนั้นจะปลูกหอมแบ่งจำหน่ายทั้งแบบขายต้น และขายหัวพันธุ์คุณภาพ
คุณชำนาญ เผยว่า “หอมแบ่ง” เป็นพืชที่ปลูกได้ทุกพื้นที่ๆน้ำไม่ท่วมขัง มีอายุเก็บเกี่ยวเพียง 45-50 วันเท่านั้น ข้อดีคือสามารถขายได้ทั้งแบบขายต้นสด หรือหากเป็นช่วงที่ราคาไม่ดี เราสามารถบำรุงขายเป็นหัวพันธุ์ได้เช่นกัน แถมบางครั้งอาจจะได้ราคาสูงกว่าขายต้นสดด้วยซ้ำ ใครที่อยากลองเริ่มปลูก “หอมแบ่ง” ต้องไปติดตามว่ามืออาชีพเขาเริ่มกันอย่างไร?!
“อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์” แหล่ง “หอมแบ่ง” พันธุ์แกร่ง ขึ้นชื่อระดับประเทศ
“หอมแบ่ง” นั้นสามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด หรือปลูกจากหัวพันธุ์ก็ได้ ซึ่งเกษตรกรส่วนมากนั้นนิยมใช้หัวพันธุ์ เนื่องจากสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไวกว่า โดยหนึ่งในหัวพันธุ์ที่ขึ้นชื่อนั้นมาจาก “อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์” เนื่องจากมีจุดเด่นคือแตกกอดี ใบสีเขียวเข้ม และที่สำคัญคือทนฝน ทำให้ อ.ลับแล เป็นแหล่งผลิตหัวพันธุ์หอมแบ่งคุณภาพกระจายไปยังแหล่งปลูกอื่นทั่วประเทศ
คุณชำนาญ เล่าเกร็ดความรู้ให้ฟังว่า เกษตรกรมือใหม่บางคนอาจเคยได้ยินชื่อพันธุ์หอมแบ่งหลากหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์อาหลาด, พันธุ์จ่อย, พันธุ์บัวบาน ฯลฯ ความจริงแล้วหัวพันธุ์เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจาก อ.ลับแล แต่ตั้งชื่อตามเกษตรกรผู้คัดหัวพันธุ์ หากหัวพันธุ์ของใครปลูกแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีก็จะถูกบอกต่อกันปากต่อปาก ถือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมานาน
ทั้งนี้ “หอมแบ่งหน้าน้ำ” จะโตไวกว่า “หอมแบ่งหน้าแล้ง” เนื่องจากหัวพันธุ์ที่ใช้ปลูกนั้นมีระยะการตากหัวพันธุ์ที่ไม่เท่ากันกัน
- หัวพันธุ์ที่ปลูกจากหอมแบ่งหน้าน้ำ หลังจากเก็บหัวพันธุ์ต้นสดแล้วจะตากในที่ร่มและโปร่งประมาณ 14 วัน ก็สามารถนำไปทำหัวพันธุ์สำหรับปลูกในหน้าแล้งได้เลย
- หัวพันธุ์ที่ปลูกจากหอมแบ่งหน้าแล้ง หลังจากเก็บหัวพันธุ์ต้นสดแล้วจะตากในที่ร่มและโปร่งประมาณ 1-2 เดือน จากนั้นจะตัดแต่งต้นและรากทิ้งแล้วคลุกหัวพันธุ์ด้วย
“ปูนขาว” เพื่อป้องกันแมลงและเชื้อรา แล้วพักไว้อีกประมาณ 1 เดือน โดยรวมแล้วพันธุ์หอมแบ่งที่ปลูกหน้าแล้งนั้นจะมีระยะพักตัวนานประมาณ 3 เดือน ถึงสามารถนำไปทำหัวพันธุ์ปลูกในหน้าน้ำได้
ดังนั้น หอมแบ่งหน้าน้ำจึงโตไวและใช้เวลาการปลูกไวกว่าหอมแบ่งหน้าแล้ง เพราะปลูกจากหัวพันธุ์ที่แก่จัดจากระยะพักตัวที่นานกว่า เมื่อลงปลูกแล้วหอมแบ่งจึงสามารถแทงยอดและโตได้ไว คุณชำนาญ จึงแนะนำว่า หากเกษตรกรจะเริ่มปลูกหอมแบ่ง ควรวางแผนการเตรียมพันธุ์ปลูกอย่างเป็นระบบ หรือหากจะซื้อหัวพันธุ์ต้องสอบถามกับผู้ขายว่าเป็นพันธุ์หอมแบ่งที่ปลูกช่วงใด และไม่ควรใช้หัวพันธุ์ที่อายุเกิน 6 เดือน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะฝ่อหรือเน่าได้
(ภาพซ้าย) พันธุ์หอมแบ่งที่ปลูกหน้าน้ำ มีระยะพักหัวประมาณ 14 วัน
(ภาพขวา) พันธุ์หอมแบ่งที่ปลูกหน้าแล้ง มีระยะพักหัวประมาณ 3 เดือน
เตรียมแปลง-เลือกระบบน้ำเหมาะสมพื้นฐานสำคัญช่วยหอมแบ่งเจริญเติบโตได้ดี
หอมแบ่งนั้นเป็นพืชที่รากสั้น ดังนั้น ดินที่ใช้ปลูกต้องมีความร่วนซุยและมีธาตุอาหารที่สมบูรณ์ พืชจึงจะแทงหัวและรากเดินได้ดี
สำหรับหอมแบ่งหน้าน้ำ ก่อนปลูก คุณชำนาญ จะใช้เวลาเตรียมดินประมาณ 2 เดือน โดยจะใช้ขี้เถ้าชานอ้อยประมาณ 1 รถดั้มพ์/ไร่ และมูลไก่ประมาณ 10-20 กระสอบ/ไร่ โดยสาเหตุที่ใช้มูลไก่เนื่องจากมีเมล็ดวัชพืชปะปนอยู่น้อยกว่ามูลสัตว์ชนิดอื่น จากนั้นจะไถพรวนและตากดินทิ้งไว้เพื่อฆ่าเชื้อโรค และพร้อมทำการปลูก
สำหรับหอมแบ่งหน้าแล้ง จะนิยมปลูกหลังจากทำนา โดยใช้มูลไก่ประมาณ 10-20 กระสอบ/ไร่ และทำการพรวนดิน หลังจากนั้นจะขึ้นร่องและใส่ปุ๋ยอินทรีย์เคมี เพื่อรองพื้นบนร่องปริมาณ 50กก./ไร่ พร้อมทำการปลูกได้เลย
หลังลงหัวพันธุ์แล้วจะคลุมฟางทันที เพื่อรักษาความชื้นหน้าดิน
สำหรับระบบน้ำ คุณชำนาญ เผยว่าที่แปลงจะใช้เป็นแบบสปริงเกลอร์ เนื่องจากละอองน้ำจะกระจายได้อย่างทั่วถึงในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ช่วงที่อากาศเย็นมีหมอกลงจัดในตอนเช้า สปอร์เชื้อราจะแพร่ระบาดได้ดีตามลม น้ำฝน และน้ำค้าง ซึ่งเวลาที่เรารดน้ำ ละอองน้ำจากสปริงเกลอร์จะชะล้างคราบน้ำค้างเหล่านี้ออก ช่วยลดปัญหาราน้ำค้าง ราแป้ง และราสนิมในหอมแบ่งได้ไปในตัว
เทคนิคการบำรุง “หอมแบ่ง”ให้หลอดใหญ่ ใบหนา แตกกอดี
ลักษณะของหอมแบ่งที่เป็นที่ต้องการของตลาดคือ หลอดใหญ่ ใบหนา สีใบเขียวเข้ม ต้นสวยแข็งแรง ทนการขนส่ง ซึ่งหลักการสำคัญคือ ต้องบำรุงพืชให้ได้รับธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโต เพราะหอมแบ่งที่ขายในรูปแบบต้นหอมนั้นมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 45-50 วันเท่านั้น ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า “หอมหน้าน้ำ” จะโตไวกว่า “หอมหน้าแล้ง” ดังนั้น การบำรุงในแต่ละช่วงก็จะแตกต่างกัน ดังนี้
1. หอมแบ่งหน้าน้ำ (ปลูกปลายเดือนกรกฎาคม-กันยายน) จะแทงยอดหลังลงหัวพันธุ์ประมาณ 7 วัน ซึ่งในระยะนี้ เราจะยังไม่ได้ทำการบำรุง เนื่องจากดินยังมีธาตุอาหารจากมูลไก่อยู่แล้ว
- ช่วงหอมแบ่งอายุ 14-15 วัน จะเริ่มใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 50 กก./ไร่ เพื่อช่วยเร่งการแทงต้นและแตกกอ เพิ่มการเจริญเติบโต จะทำให้ต้นพุ่งได้ดี
หอมแบ่งคุณภาพ หลอดใหญ่ ใบหนา สีเขียวเข้ม ในระยะประมาณ 30-35 วัน รอการเก็บเกี่ยว
ปรับการผลิตตามแนวโน้มตลาดผลผลิตได้คุณภาพทั้งต้นและหัวพันธุ์
การปลูกหอมแบ่งให้ได้ราคาดี นอกจากคุณภาพของผลผลิตแล้ว เราต้องศึกษาความต้องการทางตลาด เพื่อไม่ให้หอมแบ่งของเรานั้นออกผลผลิตชนกับพื้นที่อื่น
คุณชำนาญ กล่าวว่าก่อนที่จะลงหอมแบ่งแต่ละรุ่นจะตรวจสอบความต้องการตลาดเบื้องต้น และปริมาณผู้ปลูกหอมแบ่งในพื้นที่อื่น จากกลุ่มเฟซบุ๊ก “ชมรมผู้ปลูกหอมแบ่งและแบ่งปันประสบการณ์” โดยในกลุ่มนั้นจะมีทั้งผู้ปลูกหอมแบ่งและผู้ซื้อมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เราจะได้ข้อมูลตรงนี้มาพิจารณาว่าควรจะปลูกหอมแบ่ง
ช่วงใด แต่หากว่ามีผู้ปลูกเยอะเราก็สามารถปลูกหัวพันธุ์เพื่อให้คนภาคอื่นปลูกได้ เพราะจุดได้เปรียบของหอมแบ่ง อ.ลับแล คือมีชื่อเสียงในกลุ่มเกษตรกรปลูกหอมแบ่งอยู่แล้ว
สำหรับต้นทุนการปลูกหอมแบ่งนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 25,000 บาท/ไร่ โดยการขายหอมแบ่งในรูปแบบของ “ต้นหอม” จะได้ราคาประมาณ 35,000 – 140,000 บาท/ไร่ส่วนการเก็บหอมแบ่งไว้ทำพันธุ์ สามารถจำหน่ายได้ 3 รูปแบบ คือ
แบบที่ 1 การขายแบบเหมาไร่ จะมีผู้รับซื้อมาเก็บเกี่ยวหัวพันธุ์ที่แปลงและนำไปตากเองทั้งหมด ข้อดีคือ เราไม่ต้องลงแรงอะไรเลย แต่ก็จะเป็นการขายที่ได้ราคาน้อยที่สุด
แบบที่ 2 หอมจุก หลังจากเกี่ยวหัวพันธุ์แล้วจะนำมาผึ่งลมไว้ในโกดังที่ร่มและโปร่ง ที่สามารถระบายอากาศได้ดีนาน 1 เดือนจนหัวและใบแห้ง ก็สามารถจำหน่ายได้ในราคาประมาณ 30-35 บาท/กก.