ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ที่สร้างมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก มีตลาดสำคัญทั้งประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ด้วยคุณสมบัติของน้ำยางที่มีความยืดหยุ่นและสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย จึงทำให้ยางพาราถูกนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น ล้อยางและถุงมือยาง (ศูนย์สารสนเทศฯ กระทรวงพาณิชย์, 2568)
ด้วยศักยภาพด้านตลาดและความต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยางพาราเป็นพืชที่ได้รับความนิยมในการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพารารวมประมาณ 23,564,347 ไร่ (ศูนย์สารสนเทศฯ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2568) สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของยางพาราที่มีต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ ยางพารายังเป็นพืชที่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 15–20 ปี หากมีการจัดการและบำรุงต้นยางอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้ต้นยางสมบูรณ์ แข็งแรง เปลือกนิ่ม กรีดง่าย และให้น้ำยางต่อเนื่อง
การเตรียมแปลงปลูกยางพารา
ยางพาราเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส และเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทราย และดินเหนียวปนทรายที่มีการระบายน้ำดี โดยค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน หรือค่า pH ที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 4.5–5.5 สำหรับการวางระยะปลูก นิยมใช้ระยะ 7 x 3 เมตร หรือ 6.5 x 3.5 เมตร ตามความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อให้ต้นยางได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง ลดการสะสมของโรค และช่วยให้จัดการสวนได้สะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ การลงปลูกต้นใหม่ควรเริ่มช่วงต้นฤดูฝน เพื่อให้ยางพาราต้นเล็กได้รับน้ำเพียงพอ ซี่งจะช่วยให้ตั้งตัวได้เร็ว เจริญเติบโตได้ดี
การเลือกพันธุ์ยางพารา ให้เหมาะกับพื้นที่
ปัจจุบันประเทศไทยมีพันธุ์ยางพาราถูกพัฒนาให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อมของประเทศที่มีความหลากหลาย โดยสายพันธุ์ที่สถาบันวิจัยยางแนะนำ มีดังนี้
ยางพาราพันธุ์ RRIT 408
เป็นพันธุ์ที่มีความแข็งแรงเจริญเติบโตเร็ว และมีขนาดลำต้นสม่ำเสมอกันทั่วทั้งแปลง เหมาะจะปลูกบนพื้นที่ราบ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จุดเด่นคือทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ต้านทานโรคได้ดี สามารถให้ผลผลิตน้ำยางอยู่ในระดับสูง โดยให้ผลผลิตน้ำยางแห้งเฉลี่ยต่อปี 352 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการสายพันธุ์แข็งแรง ดูแลจัดการง่าย และให้ผลผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ
ยางพาราพันธุ์ RRIT 251
เป็นพันธุ์ยางที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ ฝนตกชุก มีความชื้นสูง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ มีจุดเด่นคือ เป็นพันธุ์ยางที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในช่วงอายุ 3–5 ปี ต้นยางมีความต้านทานต่อโรคได้ดี โดยเฉพาะโรคใบร่วง การให้ผลผลิตน้ำยางอยู่ในระดับสูง น้ำยางแห้งเฉลี่ยต่อปี 339 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น
ยางพาราพันธุ์ RRIM 600
เป็นพันธุ์ยางที่ปรับตัวได้ดีในสภาพภูมิอากาศประเทศไทย ทำให้ได้รับความนิยมในการปลูก การให้ผลผลิตน้ำยางอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ปริมาณน้ำยางแห้งเฉลี่ยต่อปี 240-300 กิโลกรัมต่อไร่ แต่มีข้อควรระวังคือ พันธุ์ RRIM 600 จะมีความอ่อนแอต่อเชื้อราไฟท็อฟทอรา ที่เป็นสาเหตุของ "โรคเส้นดำและใบร่วง" ดังนั้นควรใส่ใจดูแลและป้องกันโรค เพื่อช่วยลดความเสียหายที่มีต่อผลผลิต
เจตนารณ์ วิสัยทัศน์ และพันธกิจ
ค่านิยมหลักของเจียไต๋
สารจากคณะผู้บริหาร
รู้จักเจียไต๋
ธุรกิจเมล็ดพันธุ์
ธุรกิจปุ๋ย
ธุรกิจอารักขาพืช
ธุรกิจเทคโนโลยีการเกษตร
ธุรกิจผลสดและร้านอาหาร
ข่าวประชาสัมพันธ์
สาระเกษตรน่ารู้
วีดีโอและมัลติมีเดีย