logo
TH EN

เทคนิคการจัดการส้มสายน้ำผึ้ง เพื่อผลผลิตเบอร์ใหญ่ ผลสวย รสชาติดี ได้คุณภาพ เป็นเกรดส่งออก

ส้มสายน้ำผึ้งนับเป็นหนึ่งในไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตหลักของประเทศ ด้วยจุดเด่นด้านรสชาติหวาน ผิวบาง ปอกง่าย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่มีความหมายที่ดีตามความเชื่อในวัฒนธรรมจีน ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ส้มสายน้ำผึ้งเป็นผลไม้ที่มีความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ส้มสายน้ำผึ้งที่ปลูกในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความแตกต่างของสินค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือ และตอกย้ำเอกลักษณ์ด้านรสชาติของผลผลิตในพื้นที่ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต รวมทั้งช่วยเสริมศักยภาพในการแข่งขันทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก อันนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงกับเกษตรกร (กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์, 2567)

ดังนั้น การปลูกส้มสายน้ำผึ้งให้ได้ผลผลิตสมบูรณ์ ผลใหญ่ และมีคุณภาพ จึงเป็นโอกาสในการยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้การจัดการสวนอย่างถูกวิธีตั้งแต่การเพาะปลูก การบำรุงรักษา ไปจนถึงการดูแลในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ส้มสายน้ำผึ้งมีคุณภาพดี ตรงตามความต้องการของตลาด โดยแนวทางการจัดการและการบำรุงมีรายละเอียดดังนี้

การวางแผนเริ่มต้นการปลูกส้มสายน้ำผึ้ง

การเตรียมแปลงปลูกนับเป็นขั้นตอนสำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นฐานที่ส่งผลต่อความสมบูรณ์ของต้นและผลผลิตในระยะยาว โดยส้มสายน้ำผึ้งจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย ซึ่งระบายน้ำได้ดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหารากเน่า และส่งเสริมให้ระบบรากเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรง

การวางระยะการปลูก นิยมปลูกในระยะ 4 X 6 เมตร ช่วยให้การจัดการแปลงสะดวก ทั้งการดูแล การให้น้ำ การตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้แสงแดดส่องได้อย่างทั่วถึง ไม่เป็นที่หลบซ่อนของแมลงศัตรูพืช และยังช่วยให้ต้นสามารถสังเคราะห์อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ



การจัดการแปลงปลูก
ส้มสายน้ำผึ้ง
 ระยะ 4 เมตร

การจัดการระบบน้ำ

การจัดการระบบน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของส้มสายน้ำผึ้ง โดยนิยมวางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์รอบโคนต้น จำนวน 2 หัวต่อต้น ติดตั้งในระยะห่างประมาณ 50 เซนติเมตรจากโคนต้น เพื่อให้น้ำกระจายได้ครอบคลุมรัศมีทรงพุ่ม จะช่วยให้ต้นส้มได้รับน้ำอย่างทั่วถึง

การให้น้ำส้มสายน้ำผึ้งปลูกใหม่ (อายุ 1–3 ปี)

ในระยะเริ่มปลูกจนถึงอายุ 3 ปี ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยแนะนำให้น้ำทุก 7–10 วัน ครั้งละประมาณ 10–15 นาที เพื่อรักษาความชื้นในดินให้เหมาะสม และช่วยให้ระบบรากเจริญเติบโตได้ดี ทั้งนี้ ควรเว้นการให้น้ำในช่วงฤดูฝน หรือช่วงที่ดินมีความชื้นสูง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นส้มได้รับน้ำมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหารากเน่า ใบเหลือง และต้นชะงักการเจริญเติบโต




การวางระบบน้ำสปริงเกลอร์ 2 หัวต่อต้น ระยะห่าง 50 เซนติเมตร

การบำรุงส้มสายน้ำผึ้งช่วงก่อนให้ผลผลิต (อายุ 1-3 ปี)

การบำรุงส้มสายน้ำผึ้งในช่วงก่อนให้ผลผลิต เป็นช่วงสำคัญในการสร้างความสมบูรณ์ของต้นและระบบราก เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการให้ผลผลิตที่มีคุณภาพในระยะต่อไป

ในช่วงปีแรกหลังปลูก แนะนำบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 25-7-7 บลู อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อต้น โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งต่อปี เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโต ส่งเสริมการแตกใบ และช่วยให้ต้นส้มตั้งตัวได้ดี

เมื่อต้นส้มมีอายุ 2–3 ปี จะเป็นช่วงที่เน้นการเจริญเติบโตของลำต้นและทรงพุ่ม ควรปรับการบำรุงเป็น ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 1–2 กิโลกรัมต่อต้น ทุกๆ 3 เดือน เพื่อช่วยให้ต้นส้มเจริญเติบโตแข็งแรง และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระยะให้ผลผลิตอย่างเต็มที่



การบำรุงธาตุอาหารส้มสายน้ำผึ้ง อายุ 1-3 ปี

การดูแลและบำรุงส้มสายน้ำผึ้งที่เริ่มให้ผลผลิต (อายุ 4 ปีขึ้นไป)

การดูแลและบำรุงส้มสายน้ำผึ้งที่เริ่มให้ผลผลิต(อายุ 4 ปีขึ้นไป)


       เมื่อส้มสายน้ำผึ้งเข้าสู่ระยะให้ผลผลิต การบำรุงอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงจะช่วยให้ต้นสมบูรณ์ ได้ผลใหญ่ และได้คุณภาพตามตรงตามความต้องการของตลาด

 

  1. ระยะฟื้นต้น หลังเก็บผลผลิตแนะนำให้ทำการตรวจเช็คโรคและแมลง จากนั้นตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มเพื่อให้ต้นได้รับแสงและอากาศเพียงพอ ทำการบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่ายสูตร16-16-16 บลูอัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้นร่วมกับแคลซิแมค(สารเพิ่มประสิทธิภาพพืช) อัตรา 1-1.5 กิโลกรัมต่อต้น เพื่อช่วยบำรุงฟื้นฟูให้ต้นส้มสายน้ำผึ้งสมบูรณ์ และช่วยปรับปรุงความสมบูรณ์ของดิน ส่วนการให้น้ำ แนะนำให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15–20 นาที เพื่อให้ต้นส้มสายน้ำผึ้งได้รับน้ำอย่างเพียงพอ

  2. หลังจากนั้น จะเข้าสู่ระยะบำรุงใบ แนะนำบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 25-7-7 บลูหรือปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 16-16-16 บลู ใส่ในอัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้นเพื่อช่วยให้ต้นส้มแตกใบใหม่ได้ดีใบใหญ่มีสีเขียวเข้มเตรียมพร้อมเข้าสู่ระยะสะสมอาหารถัดไป ในช่วงนี้ยังคงแนะนำให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15–20 นาที เพื่อให้ต้นส้มสายน้ำผึ้งได้รับน้ำอย่างเพียงพอ เหมาะสมต่อการแตกใบและการสะสมอาหารของพืช

  3. ระยะสะสมอาหารแนะนำใส่ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร9-25-25อัตรา1-2กิโลกรัมต่อต้นใช้ร่วมกับแคลซิแมค(สารเพิ่มประสิทธิภาพพืช) อัตรา1-1.5กิโลกรัมต่อต้นเพื่อช่วยให้ต้นสะสมอาหารได้เพียงพอ เตรียมพร้อมสำหรับการแทงช่อดอกและออกดอกที่สมบูรณ์ต่อไป ในช่วงนี้ควรงดให้น้ำชั่วคราว เพื่อกระตุ้นให้ต้นส้มสายน้ำผึ้งแทงช่อดอกได้ดี ดอกมีความแข็งแรง และช่วยลดการหลุดร่วงของดอก 

  4. ระยะหัวไม้ขีด หรือระยะติดผลเล็กแนะนำบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 15-9-20อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้นใช้ร่วมกับแคลซิแมค(สารเพิ่มประสิทธิภาพพืช) อัตรา 1-1.5 กิโลกรัมต่อต้น เพื่อช่วยขยายเปลือกและช่วยเสริมความแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการแตกของผล และส่งเสริมการขยายขนาดของผล ส่วนการให้น้ำ จะเริ่มให้น้ำได้อีกครั้งหลังดอกบานและเริ่มติดผล สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15–20 นาที เพื่อส่งเสริมการขยายขนาดของผลส้มสายน้ำผึ้งให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอและได้คุณภาพ

  5. ระยะขยายผลแนะนำบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 13-13-24 บลูอัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้นเพื่อช่วยขยายขนาด สร้างเนื้อ เพิ่มน้ำหนักผล ให้ส้มสายน้ำผึ้งมีน้ำหนักดี ได้เบอร์ใหญ่ และมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด การให้น้ำยังคงให้น้ำอย่างต่อเนื่องจากระยะก่อนหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15–20 นาที โดยควรงดให้น้ำอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 7–10 วัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาผลแตก และส่งเสริมให้คุณภาพผลผลิตดีขึ้น 


การบำรุงธาตุอาหารส้มสายน้ำผึ้งที่เริ่มให้ผลผลิต (อายุ 4 ปีขึ้นไป)

ส้มสายน้ำผึ้ง เกรดส่งออก

    ส้มสายน้ำผึ้ง เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก เนื่องจากมีคุณภาพโดดเด่น ทั้งด้านลักษณะผลและรสชาติ สำหรับส้มเกรดส่งออกจะนิยมคัดผลผลิตเกรดพิเศษเบอร์ 6–7 ขึ้นไป ซึ่งเป็นผลขนาดใหญ่ เปลือกบาง ผิวสวย และมีรสชาติหวาน ที่สำคัญต้องผ่านมาตรฐานการรับรอง GAP (Good Agricultural Practices) เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและคุณภาพผลผลิต และโรงคัดบรรจุต้องได้รับการรับรอง GMP (Good Manufacturing Practices) เพื่อควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนก่อนส่งถึงผู้บริโภค

การแบ่งเกรดส้มสายน้ำผึ้งตามขนาด

- เบอร์ 6 และ เบอร์ 7 (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง เซนติเมตรขึ้นไป): เป็นเกรดที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งในตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมในประเทศแถบเอเชีย เช่น ประเทศจีน ที่ให้ความสำคัญกับผลไม้ขนาดใหญ่ ผิวสวย และคุณภาพดี
- เบอร์ 4 และ เบอร์ 5 (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.5 – 6.5 เซนติเมตร)เป็นขนาดมาตรฐานที่เน้นจำหน่ายในประเทศ พบได้ทั่วไปในตลาดสด ร้านสะดวกซื้อ และตลาดกลาง เช่น ตลาดไท และ ตลาดสี่มุมเมือง โดยเบอร์ 5 จะมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 8 ผลต่อกิโลกรัม ส่วนเบอร์ 4 มักนิยมจัดจำหน่ายแบบยกลัง เพื่อขายส่งในตลาด 

     การผลิตส้มสายน้ำผึ้งให้ได้ผลผลิตคุณภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงใดช่วงหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการจัดการและการบำรุงธาตุอาหารตั้งแต่เริ่มปลูก รวมถึงการดูแลอย่างเหมาะสมและตรงกับความต้องการของพืชในแต่ละระยะการเจริญเติบโต และอย่าลืมเลือกใช้ปุ๋ยตรากระต่าย ปุ๋ยขายดีอันดับ 
ที่เกษตรกรเลือกใช้ให้ผลผลิตดีแบบชัวร์ เด๊ะๆสมหวัง เป๊ะๆให้ส้มสายน้ำผึ้งมี ผลขนาดใหญ่ ผิวสวย รสชาติดี ได้คุณภาพตามมาตรฐานเกรดส่งออก




       ที่มา : ผลวิจัยเชิงคุณภาพการสำรวจตลาดปุ๋ยเคมีผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่าย (In-depth Interview (Store Intercept)) ปี พ.ศ. 2567 จากกลุ่มตัวอย่างร้านค้าตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยเคมีจำนวน 120 ตัวอย่าง โดยบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด 

สำหรับผู้ที่สนใจเคล็ดลับในการทำการเกษตร สามารถติดตามสาระเกษตรน่ารู้ ได้ที่   

เกษตรกรหัวก้าวหน้า พลิกสวนส้มสายน้ำผึ้ง ปั้นผลผลิตสูง 150 ตัน/ปี ได้ผลใหญ่ เบอร์ 5-6-7 เกรดพรีเมียมกว่า 95% ต่อยอดตลาดออนไลน์ สร้างรายได้หลักล้าน

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ข้อมูลสินค้า และข่าวสารจากปุ๋ยตรากระต่าย เพิ่มเติมได้ที่    

Facebook:www.facebook.com/puitrakratai/ 
YouTube:www.youtube.com/c/Puitrakratai 
TikTok:https://www.tiktok.com/@puitrakratai 
Line: เจียไต๋ Chia Tai:https://r.holistica.live/e/x/6WRZ71tp1 
ข้อมูลสินค้าปุ๋ยตรากระต่าย :https://www.chiataigroup.com/business/fertilizer/Puitrakratai-Fruits-Vegetables 

บทความอื่นๆ

object
object