การจัดการยางพารา ให้ต้นสมบูรณ์ โตไว กรีดง่าย ได้น้ำยางเยอะต่อเนื่องยาวนาน

เขียนโดย:เจียไต๋
27 พ.ค. 69

ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ที่สร้างมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 300,000ล้านบาทต่อปีโดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก มีตลาดสำคัญทั้งประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นด้วยคุณสมบัติของน้ำยางที่มีความยืดหยุ่นและสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย จึงทำให้ยางพาราถูกนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น ล้อยางและถุงมือยาง(ศูนย์สารสนเทศฯกระทรวงพาณิชย์, 2568)

ด้วยศักยภาพด้านตลาดและความต้องการใช้อย่างต่อเนื่องส่งผลให้ยางพาราเป็นพืชที่ได้รับความนิยมในการเพาะปลูกอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพารารวมประมาณ23,564,347ไร่(ศูนย์สารสนเทศฯสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2568)สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของยางพาราที่มีต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ ยางพารายังเป็นพืชที่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 15–20ปี หากมีการจัดการและบำรุงต้นยางอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้ต้นยางสมบูรณ์ แข็งแรง เปลือกนิ่ม กรีดง่าย และให้น้ำยางต่อเนื่อง

การเตรียมแปลงปลูกยางพารา

ยางพาราเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนชื้นอุณหภูมิประมาณ 25-30 องศาเซลเซียสและเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทรายและดินเหนียวปนทรายที่มีการระบายน้ำดี โดยค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน หรือค่าpHที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ4.5–5.5สำหรับการวางระยะปลูก นิยมใช้ระยะ7 x 3เมตร หรือ6.5 x 3.5เมตร ตามความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อให้ต้นยางได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง ลดการสะสมของโรค และช่วยให้จัดการสวนได้สะดวกมากขึ้นทั้งนี้การลงปลูกต้นใหม่ควรเริ่มช่วงต้นฤดูฝนเพื่อให้ยางพาราต้นเล็กได้รับน้ำเพียงพอซี่งจะช่วยให้ตั้งตัวได้เร็วเจริญเติบโตได้ดี

การเลือกพันธุ์ยางพาราให้เหมาะกับพื้นที่

ปัจจุบันประเทศไทยมีพันธุ์ยางพาราถูกพัฒนาให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อมของประเทศที่มีความหลากหลายโดยสายพันธุ์ที่สถาบันวิจัยยางแนะนำ มีดังนี้

ยางพาราพันธุ์RRIT 408

เป็นพันธุ์ที่มีความแข็งแรงเจริญเติบโตเร็วและมีขนาดลำต้นสม่ำเสมอกันทั่วทั้งแปลงเหมาะจะปลูกบนพื้นที่ราบ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจุดเด่นคือทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีต้านทานโรคได้ดีสามารถให้ผลผลิตน้ำยางอยู่ในระดับสูง โดยให้ผลผลิตน้ำยางแห้งเฉลี่ยต่อปี352กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการสายพันธุ์แข็งแรง ดูแลจัดการง่าย และให้ผลผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ

ยางพาราพันธุ์RRIT 251

เป็นพันธุ์ยางที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ฝนตกชุกมีความชื้นสูง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้มีจุดเด่นคือเป็นพันธุ์ยางที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในช่วงอายุ3–5ปีต้นยางมีความต้านทานต่อโรคได้ดีโดยเฉพาะโรคใบร่วงการให้ผลผลิตน้ำยางอยู่ในระดับสูง น้ำยางแห้งเฉลี่ยต่อปี339กิโลกรัมต่อไร่เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น

ยางพาราพันธุ์RRIM 600

เป็นพันธุ์ยางที่ปรับตัวได้ดีในสภาพภูมิอากาศประเทศไทยทำให้ได้รับความนิยมในการปลูกการให้ผลผลิตน้ำยางอยู่ในระดับปานกลางถึงสูงปริมาณน้ำยางแห้งเฉลี่ยต่อปี240-300กิโลกรัมต่อไร่แต่มีข้อควรระวังคือพันธุ์RRIM 600จะมีความอ่อนแอต่อเชื้อราไฟท็อฟทอราที่เป็นสาเหตุของ"โรคเส้นดำและใบร่วง"ดังนั้นควรใส่ใจดูแลและป้องกันโรคเพื่อช่วยลดความเสียหายที่มีต่อผลผลิต

สายพันธุ์ยางพาราที่สถาบันวิจัยยาง แนะนำ

 

การบำรุงยางพาราระยะต้นเล็ก (ก่อนเปิดกรีด)

ยางพาราอายุ 1–2 ปี

       ในช่วงยางต้นเล็ก ควรเร่งการเจริญเติบโตและสร้างความสมบูรณ์ของต้น แนะนำบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 25-7-7 บลู อัตรา 200–300 กรัมต่อต้น ร่วมกับแคลซิแมค “สารเพิ่มประสิทธิภาพพืช” อัตรา 1–1.5 กิโลกรัมต่อต้น ควรใส่ปีละ 2 ครั้ง ช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน เพื่อช่วยเร่งต้นโต แตกฉัตรดี และช่วยให้ต้นยางยืนต้นตรง แข็งแรง 

การบำรุงต้นยางพาราอายุ1–2ปี

ยางพาราอายุ3–5ปี

เป็นช่วงที่ต้นยางมีการขยายลำต้นอย่างรวดเร็ว จึงควรบำรุงธาตุอาหารให้ต้นสมบูรณ์และสะสมอาหารอย่างเพียงพอ แนะนำบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร16-16-16บลูอัตรา200–300กรัมต่อต้น ร่วมกับแคลซิแมค “สารเพิ่มประสิทธิภาพพืช” อัตรา1–1.5กิโลกรัมต่อต้น ใส่ปีละ2ครั้ง ช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน เพื่อช่วยเพิ่มความสมบูรณ์และขยายลำต้น เตรียมความพร้อมก่อนเปิดกรีด

การบำรุงต้นยางพาราอายุ3-5ปี

การบำรุงยางพาราระยะเปิดกรีด

เมื่อต้นยางอายุประมาณ6–7ปีขึ้นไป จะเริ่มเข้าสู่ระยะเปิดกรีดและให้ผลผลิตน้ำยางอย่างต่อเนื่อง การบำรุงธาตุอาหารในระยะนี้จึงมีความสำคัญอย่างมากแนะนำบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร21-7-14บลูอัตรา600–700กรัมต่อต้น ร่วมกับแคลซิแมค“สารเพิ่มประสิทธิภาพพืช” อัตรา1–1.5กิโลกรัมต่อต้น โดยใส่ปีละ2ครั้ง ช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝนจะช่วยให้ต้นยางสมบูรณ์ เปลือกนิ่ม กรีดง่าย และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างน้ำยางได้ดีขึ้น

การบำรุงต้นยางพาราระยะเปิดกรีด อายุ 6-7 ปี ขึ้นไป

ตารางการบำรุงธาตุอาหารในต้นยางพารา


หน้าฝนต้องระวัง “โรคใบร่วง”

ในช่วงฤดูฝน สวนยางพารามีความเสี่ยงต่อการเกิด “โรคใบร่วง” มากขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงซึ่งเอื้อต่อการแพร่ระบาดของเชื้อราไฟท็อฟทอราอันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคโดยเชื้อจะเข้าทำลายใบ ทำให้ใบร่วงและส่งผลกระทบต่อการสร้างน้ำยาง เนื่องจาก “ใบ” เปรียบเสมือนโรงงานผลิตอาหารและสะสมพลังงานเพื่อสร้างน้ำยาง หากใบร่วงรุนแรง จะส่งผลต่อปริมาณผลผลิตโดยตรงดังนั้น การป้องกันโรคใบร่วงจึงควรเริ่มจากการดูแลและบำรุงต้นยางให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอควบคู่กับการจัดการสวนอย่างเหมาะสม เช่น การตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง เพื่อลดการสะสมของความชื้นภายในแปลง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดและการแพร่ระบาดของโรคในช่วงฤดูฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เชื้อราไฟท็อฟทอราสาเหตุที่ทำให้ให้เกิดโรคใบร่วง

เทคนิคดูแลต้นยางแก่ให้น้ำยางสม่ำเสมอ

สำหรับต้นยางแก่อายุ15ปีขึ้นไปปริมาณน้ำยางจะเริ่มลดลงจึงจำเป็นต้องมีตัวช่วยอย่างฮอร์โมน เอทิลีนหรือสารช่วยเร่งน้ำยางเพื่อช่วยให้ปริมาณน้ำยางมีต่อเนื่องและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกรีดยาง

อย่างไรก็ตาม การใช้สารช่วยเร่งน้ำยางควรใช้อย่างเหมาะสมและควบคู่กับการจัดการสวนยางพาราที่ดีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและมีความปลอดภัยต่อต้นยางพาราในระยะยาวดังนั้นก่อนการใช้ฮอร์โมนเอทิลีนหรือสารช่วยเร่งน้ำยาง ควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ดังนี้

  1. ไม่ควรใช้กับต้นยางที่กำลังเป็นโรค หรือมีสภาพต้นไม่สมบูรณ์
    เนื่องจากต้นยางที่อ่อนแอจะมีความสามารถในการฟื้นตัวต่ำ หากมีการเร่งน้ำยางเพิ่มเติม อาจทำให้ต้นยางพาราโทรมเร็วขึ้น และเพิ่มความรุนแรงของโรคได้
  2. ควรมีการบำรุงธาตุอาหารอย่างเพียงพอ
    เพราะการกระตุ้นให้น้ำยางไหลมากขึ้น จะทำให้ต้นยางใช้พลังงานเพิ่มขึ้น หากต้นยางได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้ต้นโทรม เปลือกบาง และให้ผลผลิตลดลงในระยะยาว
  3. ควรวางแผนการกรีดและการพักต้นอย่างเหมาะสม
    เช่น การกรีด1วัน พัก1วัน เพื่อช่วยลดความเครียดของต้นยาง และเปิดโอกาสให้ต้นยางได้ฟื้นตัว และยืดอายุการให้น้ำยางได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ในปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคโนโลยี “ฮอร์โมนเอทิลีนระบบInternet of Things (IoT)”มาทดลองใช้เพื่อช่วยควบคุมการปล่อยฮอร์โมนผ่านสมาร์ทโฟน เพิ่มความแม่นยำและลดปัญหาแรงงานตามคำแนะนำจาก การยางแห่งประเทศไทยอีกด้วย

เทคโนโลยีฮอร์โมนเอทิลีนระบบInternet of Things (IoT)”

การจัดการยางพาราให้ได้น้ำยางคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องใส่ใจตั้งแต่การเตรียมพื้นที่การเลือกสายพันธุ์ตลอดจนการดูแลและบำรุงธาตุอาหารให้ตรงตามระยะการเจริญเติบโตเพื่อให้ต้นยางสมบูรณ์ เปลือกนิ่ม กรีดง่ายได้น้ำยางเยอะต่อเนื่องยาวนานด้วยปุ๋ยคุณภาพ“ปุ๋ยตรากระต่าย”ที่เกษตรกรทุกรุ่นพิสูจน์แล้วว่าชัวร์เด๊ะๆ

#ปุ๋ยตรากระต่าย#ปุ๋ยตรากระต่ายยอดขายอันดับ1#ปุ๋ยตรากระต่ายขายดีอันดับ1#ปุ๋ยตรากระต่ายเกษตรกรทุกรุ่นพิสูจน์แล้วว่าชัวร์เด๊ะๆ#ปุ๋ยตรากระต่ายปุ๋ยขายดีอันดับ1ที่เกษตรกรเลือกใช้#ปุ๋ยตรากระต่ายปุ๋ยยอดขายอันดับ1ที่เกษตรกรเลือกใช้#ปุ๋ยตรากระต่ายอันดับ1ในใจเกษตรกร#ใครไม่ชัวร์ปุ๋ยตรากระต่ายชัวร์

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ข้อมูลสินค้า และข่าวสารจากปุ๋ยตรากระต่าย เพิ่มเติมได้ที่  

Facebook: www.facebook.com/puitrakratai/    

YouTube: www.youtube.com/c/Puitrakratai    

TikTok: https://www.tiktok.com/@puitrakratai  

Line:เจียไต๋Chia Taihttps://r.holistica.live/e/x/6WRZ71tp1

ข้อมูลสินค้าปุ๋ยตรากระต่าย :

สำหรับพืชไร่ :https://www.chiataigroup.com/business/fertilizer/Puitrakratai-Rice-Fields

สำหรับพืชผักและไม้ผล :https://www.chiataigroup.com/business/fertilizer/Puitrakratai-Fruits-Vegetables

บทความอื่นๆ

object
object