คุณสมบัติของข้าวพันธุ์เบา
สำหรับสายพันธุ์ของข้าวพันธุ์เบาที่ได้รับการรับรองจากกรมการข้าว มีดังนี้
ข้าวพันธุ์ กข 41 เหมาะสำหรับปลูกในเขตพื้นที่ชลประทาน บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 100 วัน สายพันธุ์นี้มีจุดเด่นคือ ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 722 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และทนทานต่อสภาพแวดล้อม ข้าวพันธุ์นี้ยังเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่น้ำท่วมขัง หรือพื้นที่ที่มีปัญหาความแห้งแล้งได้ดี
ข้าวพันธุ์ กข 43 เป็นสายพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 95 วัน สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ บริเวณพื้นที่ชลประทาน และพื้นที่รับน้ำที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน โดยสายพันธุ์นี้มีจุดเด่น คือ มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เมื่อเทียบกับข้าวพันธุ์อื่น ๆ นอกจากนี้ ยังต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดีอีกด้วย
ข้าวพันธุ์ กข 47 เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในภาคเหนือตอนล่าง บริเวณเขตชลประทาน โดยมีระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 100 วัน ข้าวพันธุ์นี้จะให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 793 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ สามารถต้านทานโรคและแมลงได้ดี อาทิ โรคไหม้ในข้าว และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ข้าวพันธุ์ กข 61 เป็นสายพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 90 วัน และสามารถต้านทานโรคไหม้ในข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาวได้ดี ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ประมาณ 1,004 กิโลกรัม ส่วนใหญ่นิยมปลูกในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ทั้งบริเวณพื้นที่ชลประทาน พื้นที่นอกเขตชลประทาน และพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง
ข้าวพันธุ์ กข 49 เป็นสายพันธุ์ที่มีระยะเก็บเกี่ยว ประมาณ 100 วัน สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ ทั้งบริเวณพื้นที่ชลประทาน พื้นที่น้ำท่วมขังหรือพื้นที่น้ำน้อย ข้าวพันธุ์นี้ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 939 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ ยังทนต่อสภาพแวดล้อม และต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดี
ข้าวพันธุ์ กข 71 เป็นสายพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 95 วัน โดยส่วนใหญ่นิยมปลูกบริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ในเขตชลประทาน ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ประมาณ 818 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชได้ดีและทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ดีอีกด้วย