“กะหล่ำดอก” เป็นผักที่นิยมบริโภคกันทั่วโลก เดิมทีปลูกได้ดีในพื้นที่อากาศหนาว แต่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้หลากหลายมากขึ้น จนสามารถปลูกได้ในเขตร้อนชื้น สำหรับในไทย จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ และราชบุรี (ข้อมูล : กรมส่งเสริมการเกษตร)
จุดเด่นของกะหล่ำดอกคือ เป็นพืชที่ไม่ชอบความชื้นจึงต้องการน้ำไม่มากนัก โดยในหนึ่งรอบการผลิตนั้นจะใช้น้ำแค่ประมาณ 450 ลบ.ม./ไร่ เท่านั้น (ข้อมูล : กรมทรัพยากรน้ำ) นอกจากนี้ ผลผลิตยังทนทานและเก็บได้นานกว่าพืชผักอีกหลายชนิด เพราะลำต้นแข็งแรง ไม่อวบน้ำ ทำให้การขนส่งไม่ค่อยเสียหาย ซึ่งหากผลผลิตได้คุณภาพ ก็สามารถมีตลาดรองรับได้ตลอดทั้งปี
ทั้งนี้ หลายคนคิดว่า “กะหล่ำดอก” เป็นพืชที่ปลูกยาก อ่อนแอ ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่น้อย แต่ความจริงแล้วหากมีความเข้าใจในธรรมชาติของพืช ก็สามารถปลูกให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก อย่างเช่น คุณอิ๋ว-นภาภรณ์ จันลิด ต.ท่าอิบุญ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ที่สามารถปลูกกะหล่ำดอกได้มีคุณภาพ ดอกแน่น กลมนูน จนผู้รับซื้อติดใจเพราะนำไปขายต่อง่ายได้ราคา
คุณอิ๋ว เล่าว่า ตนเองปลูกกะหล่ำดอกบนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ มานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นนั้นเพราะอยากหารายได้เสริมระหว่างการทำนา แต่หลังจากปลูกได้สักระยะพบว่าสามารถทำเงินเพิ่มขึ้นมาก ทั้งยังใช้ระยะเวลาปลูกแค่ประมาณ 45-60 วันเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับฤดูที่ปลูก) และที่สำคัญคือ หากยิ่งปลูกได้น้ำหนักดีก็จะได้ราคาดีมากขึ้น เพราะว่ากะหล่ำดอกนั้นขายโดยการชั่งน้ำหนักทั้งต้นรวมใบ ซึ่งกะหล่ำดอกที่แปลงตนเองนั้นได้น้ำหนักต่อหัวถึง 2 กก. เลยทีเดียว
ผลผลิตของคุณอิ๋ว การันตีคุณภาพด้วยการหาตลาดเองแบบไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง มาดูกันว่า เธอมีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้การปลูกกะหล่ำดอกกลายเป็นเรื่องง่าย แถมยังได้น้ำหนักดีถึง 4 ตัน/ไร่!
แปลงกะหล่ำดอกพื้นที่ 2 ไร่ของคุณอิ๋ว
เลือกสายพันธุ์ต้องเหมาะกับฤดู
ปัจจัยสำคัญให้พืชเติบโตดี-ลดความเสี่ยงเรื่องโรค
การเลือกสายพันธุ์ของ “กะหล่ำดอก” นั้นมีความสำคัญมาก โดยเกษตรกรต้องเลือกให้เหมาะกับช่วงเวลาที่ปลูก เพราะแต่ละสายพันธุ์นั้นถูกพัฒนาให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศไม่เหมือนกัน หากเกษตรกรเลือกปลูกสายพันธุ์ได้เหมาะสม จะช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพ สามารถเจริญเติบโตได้ดี ออกดอกสม่ำเสมอ และไม่เป็นโรคง่าย
หากปลูก “ช่วงฤดูหนาว” (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) คุณอิ๋ว จะปลูกกะหล่ำดอกสายพันธุ์ “พอลล่า” มีจุดเด่นคือ หน้าดอกแน่น กลมนูน สีขาวสวย และนํ้าหนักดี มีใบห่อหุ้มดอกสม่ำเสมอ ทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็น และทนทานต่อโรค มีอายุการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ประมาณ 55-60 วัน หลังย้ายกล้า
กะหล่ำดอกสายพันธุ์ “สตาร์” เหมาะกับ “ช่วงฤดูร้อน-ฤดูฝน” (มีนาคม-ตุลาคม) มีอายุเก็บเกี่ยวเพียง 45-55 วัน หลังย้ายกล้า
การปลูกกะหล่ำดอกนั้นไม่ควรปลูกซ้ำบนพื้นที่เดิม เนื่องจากจะเสี่ยงต่อโรคพืช คุณอิ๋วจึงปลูกกะหล่ำดอกสลับแปลงกับการทำนา หมุนเวียนปีละประมาณ 3 รอบ ครบทั้ง 3 ฤดู ซึ่งการปลูกในฤดูร้อนและฤดูฝนนั้นจะค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นช่วงที่ฝนตกทำให้อากาศชื้น ทำให้กะหล่ำดอกเป็นโรคง่าย หากเกษตรกรสามารถปลูกในช่วงเวลานี้ได้สำเร็จ ก็มีแนวโน้มจะได้ราคาที่ดี เพราะว่ามีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ซึ่งคุณอิ๋วเผยว่า การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพอากาศนั้นจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้มาก เนื่องจากจะทำให้กะหล่ำดอกมีความทนทานต่อโรค และสามารถให้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้มากกว่า
จัดการแปลงอย่างเหมาะสม
ช่วยลดต้นทุนการดูแล ได้กะหล่ำดอกหัวใหญ่
การจัดการแปลงนั้นมีความสำคัญกับการปลูกพืชทุกชนิด โดยเฉพาะกับพืชผักอย่าง “กะหล่ำดอก” หากเกษตรกรมีการจัดการพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม จะช่วยในการลดต้นทุนการดูแลรักษาได้มาก เนื่องจากจะทำให้ผักไม่เป็นโรคง่าย ทั้งยังเพิ่มคุณภาพผลผลิตได้อีกด้วย
โดยการเตรียมแปลง คุณอิ๋วจะเริ่มจากการไถพรวนดินให้ร่วนซุยประมาณ 2-3 รอบ จากนั้นทำการยกร่องแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร ยกร่องสูงประมาณ 50 ซม. ช่วยให้การระบายน้ำในแปลงดีขึ้น ดินแห้งไว และแปลงไม่ชื้น โดยก่อนปลูกจะตากดินไว้ประมาณ 15 วัน เพื่อลดเชื้อโรคในดิน จากนั้นจะทำการขุดหลุมเตรียมย้ายกล้า โดยจะเว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 30 ซม.
คุณอิ๋ว อธิบายว่า กะหล่ำดอกที่ส่งขายนั้นจะเก็บเกี่ยวทั้งหัวและใบ ซึ่งหากใบหนา ไม่หลุดร่วงง่าย ก็จะยิ่งได้น้ำหนักดี
ทั้งนี้ การดูแลกะหล่ำดอกให้ได้คุณภาพ ต้องเริ่มบำรุงตั้งแต่ต้นยังเล็ก แม้ว่าจะยังไม่เริ่มเห็นดอก เพราะหากต้นขาดธาตุอาหาร จะทำให้การเจริญเติบโตของดอกกะหล่ำช้าลง ดอกเบา เกาะตัวไม่แน่น ซึ่งคุณอิ๋วจะแบ่งการบำรุงตามระยะการเจริญเติบโต ดังนี้
- หลังจากย้ายกล้าประมาณ 3 วัน จะฉีดพ่นด้วยด้วย “อโทนิค” อัตราใช้ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วยเพิ่มปริมาณรากฝอย ให้พืชดูดซับธาตุอาหารได้มากขึ้น ทำให้ต้นโตได้ไว ควบคู่กับ “นูริช” อัตราใช้ 40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อเสริมธาตุแคลเซียม-โบรอนให้กับพืช ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ป้องกันต้นปริแตก
คุณอิ๋ว เผยเคล็ดลับว่า “พี่จะฉีดพ่นทั้ง “อโทนิค” และ “นูริช” ทุกๆ 7-10 วัน/ครั้ง จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเลยค่ะ เพราะการเพิ่มความแข็งแรงให้กับต้นนั้นก็เหมือนการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้พืช และเมื่อต้นแข็งแรงก็จะทนต่อโรคได้ดี ลดปัญหาเรื่องผักเน่าได้มากค่ะ”
ทั้งนี้ ใน “ระยะดอกเล็ก” ถือเป็น “ช่วงเปราะบาง” ของกะหล่ำดอก เนื่องจากดอกและใบที่แตกใหม่นั้นจะอ่อนแอ ถูกศัตรูพืช-โรคพืชเข้าทำลายได้ง่าย ดังนั้น การบำรุงในช่วงนี้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนตามสภาพความพร้อมของพืช
โดยคุณอิ๋ว แนะนำให้เกษตรกรสังเกตความพร้อมของ “ใบ” ว่าควรให้น้ำและบำรุงหรือไม่ หากกะหล่ำดอกมีใบที่ใหญ่ แต่ยังบางและเป็นสีเขียวตองอ่อน แสดงว่าการเจริญเติบโตยังไม่สมดุล ต้นจะอ่อนแอ ควรงดการให้น้ำ-ใส่ปุ๋ย ประมาณ 2-3 วัน รอจนใบเริ่มหนา สีเขียวเข้มมีฝ้าสีขาวๆ หรือที่เรียกว่า “ขึ้นนวล” จึงค่อยเริ่มบำรุงต่อ
- หลังย้ายกล้า 40 วัน เป็นช่วงที่ดอกของกะหล่ำดอกเริ่มขยายใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-8 ซม. ขึ้นไป จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 30 กก./ไร่ ความถี่ทุก 7-10 วัน/ครั้ง เรื่อยไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว เพื่อให้บำรุงให้หน้าดอกใหญ่ กลมนูน และแน่น อีกทั้งยังช่วยให้ขั้วใบเหนียวแข็งแรง ไม่หลุดร่วงง่ายขณะเก็บเกี่ยวอีกด้วย
กะหล่ำดอกที่มีสีขาวนวล กลมนูนแน่น ในแบบที่ตลาดต้องการ
คุณอิ๋ว เผยว่า ราคาเฉลี่ยของกะหล่ำดอกจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 บาท/กก. โดยในปี 64 นั้นสามารถขายได้ถึง 25 บาท/กก. ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตประมาณไร่ละ 8,000 - 10,000 บาท ก็ถือว่าได้กำไรไม่น้อย โดยกะหล่ำดอกที่มีสีขาวนวล กลมนูนแน่น จะสามารถนำไปขายต่อง่ายและได้กำไรดี ทำให้พ่อค้ายินดีรับซื้อผลผลิตในราคาที่สูง ดังนั้น เกษตรกรควรรักษาคุณภาพของผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด จะทำให้ได้เปรียบเรื่องราคาและไม่ถูกเอาเปรียบได้ง่าย
เคล็ดลับการดูแลกะหล่ำดอกในฉบับของคุณอิ๋วนั้น มีหลักสำคัญอยู่ที่การสร้างความสมบูรณ์ แข็งแรงให้กับพืชในทุกระยะการเจริญเติบโต ควบคู่กับการเรียนรู้ธรรมชาติของกะหล่ำดอก ว่าช่วงใดเป็นช่วงเปราะบาง ช่วงใดควรบำรุง หรือช่วงใดควรงด สิ่งเหล่านี้แม้จะเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ก็ต้องอาศัยประสบการณ์และความใส่ใจอย่างมาก เพื่อให้ได้กะหล่ำดอกที่น้ำหนักดี และมีคุณภาพเป๊ะทั้งหน้าดอกและใบ จนสามารถขายได้อย่างมั่นใจตลอดทั้งปี