เจาะเทคนิคปลูกมันสำปะหลัง แบบฉบับเกษตรกรรุ่นใหม่ ผลผลิตสูง 7 ตันต่อไร่ แปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต สร้างรายได้หลัก​​ล้าน

เขียนโดย:เจียไต๋
30 ก.ย. 68

       ปัจจุบัน “มันสำปะหลัง” มีบทบาทสำคัญใน “อุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล ไบโอดีเซล บรรจุภัณฑ์ชีวภาพที่ย่อยสลายได้ ฯลฯ ทำให้มันสำปะหลังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะวัตถุดิบที่ตอบโจทย์ด้าน “เศรษฐกิจ” และ “สิ่งแวดล้อม” ไปพร้อมกัน

 

       อย่างไรก็ตาม แม้จะมีศักยภาพทางการตลาดสูง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปลูกมันสำปะหลัง ให้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ปริมาณ คุณภาพ และรายได้ จำเป็นต้องอาศัยการต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลผลิตควบคู่ด้วย ซึ่งการแปรรูปเป็น “มันเส้นตากแห้ง” ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดี เพราะมีราคาสูงกว่า “หัวมันสด” เฉลี่ยถึง 2.68 เท่า (ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม)

 

       วันนี้ เราจะพาไปพบกับตัวอย่างความสำเร็จนี้กับ คุณเอ็ม มนต์ชัย บุกบุญ อายุ 35 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ที่นอกจากจะทำผลผลิตได้น้ำหนักสูงถึง 7 ตันต่อไร่แล้ว ทั้งยังต่อยอดแปรรูปเป็น “มันเส้นตากแห้ง” จนสร้างรายได้หลักล้านบาทเลยทีเดียว!

 

       คุณเอ็ม เผยว่า ปัจจุบันปลูกมันสำปะหลังอยู่บนพื้นที่ 400 ไร่ มานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ในช่วงแรกยังไม่มีความรู้ด้านการเกษตรมากนัก จึงต้องหมั่นหาความรู้จากหลายแหล่งมาปรับใช้ ตั้งแต่การเตรียมแปลง การคัดเลือกสายพันธุ์ ไปจนถึงการบำรุงให้ตรงตามระยะการเจริญเติบโต ส่งผลให้มันสำปะหลัง หัวใหญ่ มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ได้น้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิม 3-4 ตันต่อไร่ เป็น 7 ตันต่อไร่เลยทีเดียว

 

       นอกจากการทำ ผลผลิตได้สูงขึ้นแล้ว คุณเอ็ม ยังวางทิศทางการขายตามสถานการณ์ตลาดเป็นหลัก หากช่วงใดราคามันหัวสดไม่ดี จะเลือกแปรรูปเป็นมันเส้นตากแห้งแทน เพราะมีขั้นตอนที่ 
ไม่ยุ่งยาก และไม่เพิ่มต้นทุนมากนัก แต่ช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

       ทั้งนี้ ด้วยความเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ คุณเอ็ม ยังได้นำ “เครื่องจักรกลทางการเกษตร” เข้ามาใช้ในการจัดการแปลงแทบทุกขั้นตอน ช่วยลดต้นทุนแรงงานและประหยัดเวลาได้มาก พร้อมทั้งต่อยอดสู่การประดิษฐ์ “ชุดอุปกรณ์ต่อพ่วงรถไถ” เพื่อขายเป็นรายได้เสริมอีกทาง 

 

       กว่าจะประสบความสำเสร็จในการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังได้ถึง 7 ตัน/ไร่ และสามารถแปรรูปเป็น “มันเส้นตากแห้ง” มูลค่าหลักล้าน คุณเอ็ม มีแนวทางอย่างไร?  

 

       ตามไปดูเทคนิคการทำเกษตรแบบ “คนรุ่นใหม่” กันได้เลย!

คุณเอ็ม-มนต์ชัย บุกบุญ กับแปลงมันสำปะหลังบนพื้นที่กว่า 400 ไร่

 

เลือกท่อนพันธุ์ดี 
จุดเริ่มต้นของผลผลิตที่ดี

 

       มันสำปะหลังแต่ละสายพันธุ์นั้นมีลักษณะเด่นแตกต่างกัน ทั้งในแง่ความต้านทานโรค, ความทนแล้ง, น้ำหนัก, เปอร์เซ็นต์แป้ง รวมถึงประเภทดินที่เหมาะกับการเจริญเติบโต ด้วยเหตุนี้ คุณเอ็ม จึงให้ความสำคัญกับการ “เลือกสายพันธุ์” ให้เหมาะสมกับ “พื้นที่ปลูก”  เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของผลผลิตที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง 

 

       สำหรับประเภทดินในพื้นที่ปลูกของคุณเอ็ม จะมีลักษณะเป็น “ดินร่วนปนทราย” และ “ดินร่วนปนเหนียว” เป็นหลัก จึงเลือกปลูกมันสำปะหลังหมุนเวียนกัน 4 สายพันธุ์ ดังนี้           

    

       - พันธุ์ระยอง 11 เป็นสายพันธุ์ที่เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย, ดินร่วนปนเหนียวและดินด่าง ลักษณะเด่น คือ มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง เหมาะสำหรับแปรรูปเป็นมันเส้นตากแห้ง 

 

       - พันธุ์ห้วยบง 90, พันธุ์เกษตรศาสตร์ 80 และพันธุ์ระยอง 4 เป็นสายพันธุ์ที่เจริญเติบโตได้ดีในดินทราย และดินร่วนปนทราย ลักษณะเด่น คือ ทนแล้ง ทนต่อไวรัสและโรคพืช ขนาดหัวใหญ่ มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง  

จุดเด่นมันสำปะหลัง 4 สายพันธุ์ ที่คุณเอ็มเลือกปลูก

 

       ทั้งนี้ คุณเอ็ม ยังเน้นย้ำว่า ท่อนพันธุ์ที่ดีจะต้องความยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร และควรเป็นท่อนพันธุ์ที่ตัดมาแล้วพร้อมปลูกทันที หรือตัดเก็บไว้ไม่เกิน 3 วัน จะช่วยให้มีอัตราการงอกสูง โดยมีจุดสังเกตคือ บริเวณแกนกลางท่อนพันธุ์จะยังคงมีสีเหลืองนวล แตกต่างจากท่อนพันธุ์ที่ตัดเก็บไว้นานจนด้านในมีสีน้ำตาลหรือสีขาวซีด 

ท่อนพันธุ์ความยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร แกนกลางท่อนพันธุ์ยังคงมีสีเหลืองนวล

 

เตรียมแปลงดี 
เพื่อมันสำปะหลังลงหัวดี มีอัตรางอกสูง

 

       นอกจากการเตรียมท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพดีแล้ว คุณเอ็ม ยังพิถีพิถันในขั้นตอนการเตรียมแปลงและปรับสภาพดินให้ร่วนซุยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออัตรางอก และช่วยเตรียมพร้อมให้ “ราก” หรือ “หัว” มันสำปะหลังสามารถดูดซับธาตุอาหารได้เต็มที่

 

       โดยขั้นตอนแรก คุณเอ็ม จะไถแปรรอบที่ 1 เพื่อย่อยดินให้มีขนาดเล็กลง พร้อมทั้งไถกลบ เศษมันสำปะหลังที่หลงเหลืออยู่ในแปลง ให้กลายเป็นปุ๋ยพืชสด ช่วยบำรุงดินไปในตัว จากนั้นตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน และตามด้วยการใส่ขี้ไก่แกลบ อัตรา 20-25 ตัน ต่อพื้นที่ 30 ไร่ เพื่อเติมอินทรียวัตถุ ช่วยปรับสภาพดินให้โปร่งและร่วนซุย

 

       หลังจากนั้นจะเริ่มไถแปรรอบที่ 2 เพื่อย่อยดินให้มีความละเอียดมากขึ้น ช่วยให้ท่อนพันธุ์สามารถแทงรากได้ดี และมีอัตรางอกสูง ในการไถแปรรอบนี้ คุณเอ็ม จะเริ่มหลังจากเข้าฤดูฝน หรือดินเริ่มมีความชื้น ซึ่งทดสอบได้โดยการใช้มือขยำดินเบาๆ หากดินจับตัวเป็นก้อนเล็กน้อย แปลว่าดินมีความชื้นเพียงพอ วิธีนี้จะช่วยให้รถไถลงผานได้ลึกมากกว่าดินที่แห้งและแข็ง ถือเป็นเทคนิคที่ทำให้ดินร่วนซุยมากขึ้น ทั้งยังช่วยกักความชื้นในดินได้ดีขึ้นด้วย 

วิธีการทดสอบ “ความชื้นดิน” ในแบบคุณเอ็ม ทำได้โดยใช้มือขยำดินเบาๆ 
หากดินจับตัวเป็นก้อน แปลว่ามีความชื้นเพียงพอสำหรับการไถแปรรอบที่ 2

 

       หลังจากเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว จะใช้รถไถยกร่องปลูก โดยใช้ระยะห่างระหว่างร่อง ประมาณ 140 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 40-50 เซนติเมตร และปักท่อนพันธุ์ด้วยความลึกประมาณ 10 เซนติเมตร ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเตรียมแปลง  

“การวางแปลงปลูกมันสำปะหลัง” ด้วยระยะห่างระหว่างต้นที่เหมาะสม 
ช่วยให้มันสำปะหลังลงหัวได้ดี

 

“ใส่ใจกำจัดวัชพืช-บำรุงธาตุอาหารตรงจุด”  
เคล็ดลับมันสำปะหลังหัวใหญ่ 
น้ำหนักสูง 7 ตันต่อไร่

 

       ปัจจัยที่ช่วยให้มันสำปะหลังหัวใหญ่ น้ำหนักดี ได้ผลผลิตสูง ไม่ได้อยู่ที่ “การบำรุง” เท่านั้น

 

       แต่ “การกำจัดวัชพืช” ถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

 

       เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มันสำปะหลังจะเริ่มสะสมอาหารในส่วนรากช่วงอายุ 1.5-2 เดือน และหลังจากอายุ 4 เดือนเป็นต้นไป จะไม่มีการสร้างจำนวนหัวเพิ่มขึ้นอีก  
แต่จะขยายขนาดของหัวต่อไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยวแทน นั่นหมายความว่า หากมันสำปะหลังถูกวัชพืชแย่งอาหารในระยะแรกของการเจริญเติบโต จะทำให้ “จำนวนหัวต่อต้น” ลดลง และทำให้ผลผลิตตกต่ำในที่สุด (ข้อมูล: สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

 

       ด้วยเหตุนี้ หลังจากคุณเอ็ม ได้เข้ามาสานต่อการทำเกษตรอย่างเต็มตัว จึงได้มีการปรับปรุงแนวทางการจัดการแปลงใหม่ โดยให้ความสำคัญกับ “การกำจัดวัชพืช” ก่อนการบำรุงทุกครั้ง ควบคู่กับ “การบำรุงตามระยะการเจริญเติบโตของพืช” อย่างตรงจุด พร้อมทั้งยังนำเครื่องจักรกลทาการเกษตรเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพารทำงาน จนในที่สุดสามารถเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังได้ถึง 7 ตันต่อไร่ จากเดิมที่เคยทำได้เพียง 3-4 ตันต่อไร่เท่านั้น

 

       สำหรับเทคนิคการบำรุง “มันสำปะหลัง” ให้หัวใหญ่ น้ำหนัก 7 ตันต่อไร่  ในแบบฉบับของคุณเอ็ม จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้

 

       - ช่วงที่ 1: มันสำปะหลังอายุ 15-20 วัน (ระยะบำรุงต้น) จะบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ ช่วยให้รากและลำต้นแข็งแรง สามารถหาอาหารได้ดี พร้อมกระตุ้นการแตกใบอ่อน ทำให้ใบเขียวไว และสามารถสังเคราะห์แสงได้ดี  

บำรุงมันสำปะหลัง อายุ 15-20 วัน ด้วย “ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0” อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่

 

       สำหรับวิธีการใส่ปุ๋ย คุณเอ็ม จะใช้รถไถต่อพ่วงเครื่องหยอดปุ๋ย เพราะสามารถ “ไถกลบวัชพืชและเม็ดปุ๋ยลงดินไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว” ซึ่งเม็ดปุ๋ยที่ถูกฝังอยู่ในดินจะค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้รากพืชดูดซับได้เต็มที่ แต่หากใช้วิธีโรยปุ๋ยลงบนผิวดินโดยตรง เม็ดปุ๋ยอาจโดนแดดนานจนสูญเสียธาตุอาหารในที่สุด  

รถไถต่อพ่วงเครื่องหยอดปุ๋ยช่วยไถกลบวัชพืชและเม็ดปุ๋ยลงดินไปพร้อมกัน

 

       จากนั้นเมื่อมันสำปะหลังอายุได้ 1 เดือน คุณเอ็ม จะใช้รถไถในการไถกลบวัชพืชอีกครั้ง เพื่อให้มันสำปะหลังต้นเล็กดูดซับธาตุอาหารและเจริญเติบโตได้เต็มที่ 

เมื่อมันสำปะหลังอายุได้ 1 เดือน คุณเอ็ม จะไถกลบวัชพืชเพื่อไม่ให้แย่งอาหารมันสำปะหลัง

 

       - ช่วงที่ 2 : มันสำปะหลังอายุ 80-90 วัน (ระยะบำรุงหัว) จะบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยขยายหัวมันสำปะหลังให้ใหญ่ น้ำหนักดี ได้เปอร์เซ็นต์แป้งสูง  

บำรุงมันสำปะหลัง อายุ 80-90 วัน ด้วย “ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15” 

อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อขยายหัว เพิ่มน้ำหนัก เปอร์เซ็นต์แป้งสูง

 

       โดยคุณเอ็ม เผยถึงความประทับใจหลังใช้ปุ๋ยตรากระต่ายว่า “ครอบครัวผมใช้ปุ๋ยตรากระต่ายมายาวนานตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่แล้วครับ จนมาถึงรุ่นผมก็ยังใช้ต่อเนื่อง เพราะว่าใช้แล้วได้ผลผลิตดีจริง โดยเฉพาะ ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 ซึ่งมีข้อดีคือ เม็ดปุ๋ยละลายง่าย ทำให้พืชดูดซับธาตุอาหารไปใช้ได้สม่ำเสมอ เมื่อพืชสมบูรณ์ แข็งแรง ใบเขียวไว ผลผลิตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยครับ

 

       นอกจากนี้ อีกสูตรที่ชอบมากสำหรับคนที่ใช้เครื่องหยอดปุ๋ยอย่างผม คือปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15 เพราะเม็ดปุ๋ยขนาดสม่ำเสมอ ในขณะที่บางยี่ห้อมีขนาดเล็กไป ใหญ่ไป บางทีก็แตกหักง่าย  ทำให้ใช้แล้วติดเครื่องหยอด แต่พอใช้ปุ๋ยตรากระต่ายแล้วไม่เจอปัญหานี้เลยครับ” 

“ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15” เม็ดปุ๋ยขนาดสม่ำเสมอ ไม่ติดเครื่องหยอดปุ๋ย

 

แปรรูปเพิ่มมูลค่า ทำ “มันเส้นตากแห้ง”  
ขายได้ราคาดี

 

       นอกจากปลูกมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดีแล้ว คุณเอ็ม มองว่าการทำเกษตรให้อยู่รอดในปัจจุบัน ต้องอาศัยการ “แปรรูปเพิ่มมูลค่า” ควบคู่ด้วย โดยจะพิจารณาจากสถานการณ์ราคาเป็นหลัก หากช่วงใดราคามันสำปะหลังสดไม่ดีนัก ก็จะแปรรูปเป็น “มันเส้นตากแห้ง” แทน

 

       เช่นกรณีปี 2567 ราคามันสำปะหลังสดค่อนข้างตกต่ำอยู่ที่ประมาณ 1,400 บาทต่อตัน แต่ราคามันเส้นตากแห้งจะอยู่ที่ 5,500 บาทต่อตัน หากเทียบกับขั้นตอนการแปรรูปที่ไม่ได้ยุ่งยาก ถือว่าผลลัพธ์คุ้มค่ากว่ามาก เพราะเพิ่มมูลค่าผลผลิต สามารถสร้างรายได้เป็นหลักล้านบาทเลยทีเดียว 

แปรรูปมันสำปะหลังหัวสดเป็น “มันเส้นตากแห้ง” ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้มาก

 

       สำหรับวิธีการทำ “มันสำปะหลังเส้นตากแห้ง” เริ่มจากการนำมันสำปะหลังมาตัดส่วนที่เป็นเหง้าและเศษลำต้นออกทั้งหมด ให้เหลือเพียงเฉพาะส่วนหัว จากนั้นร่อนเศษดินที่ติดมากับหัวมันสำปะหลังออกให้มากที่สุด แล้วจึงนำเข้าเครื่องโม่เพื่อสับให้มันสำปะหลังมีขนาดเล็กลง เสร็จแล้วจึงนำไปตากแดดบนลานซีเมนต์นาน 5-6 วัน (ขึ้นอยู่กับแดด) โดยในระหว่างการตากจะต้องกลับด้านมันสำปะหลัง ทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพียงเท่านี้ก็จะได้มันเส้นคุณภาพดีมีความแห้งสม่ำเสมอ

 

       อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามันเส้นตากแห้งจะขายได้ราคาสูงกว่ามาก แต่ต้องคำนึงถึงประเด็นที่ว่า หัวมันสำปะหลังสดจะสูญเสียน้ำหนักไปพร้อมการแปรรูปด้วยเช่นกัน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว “หัวมันสำปะหลังสด” น้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม สามารถแปรรูปเป็น “มันเส้นตากแห้ง” ได้น้ำหนัก ประมาณ 1 กิโลกรัม และยิ่งผลผลิตมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำเท่าไหร่ ก็จะสูญเสียน้ำหนักไปกับการตากแดดมากขึ้นเท่านั้น จนท้ายที่สุดแล้วอาจทำให้การแปรรูปไม่คุ้มค่าการลงทุนเท่าที่ควร (ข้อมูล : มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย)

 

       ดังนั้น ไม่ว่าเกษตรกรจะเลือกขายผลผลิตในรูปแบบ “หัวสด” หรือ “มันเส้นตากแห้ง” การรักษาคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง จึงยังคงเป็นเรื่องสำคัญอยู่เสมอ 

 

ประดิษฐ์ “ชุดอุปกรณ์ต่อพ่วง” ช่วยลดต้นทุน 

พร้อมต่อยอดรายได้แบบฉบับ “เกษตรกรหัวก้าวหน้า”

 

       ปัจจุบัน “เครื่องจักรกลการเกษตร” มีบทบาทสำคัญในการลดระยะเวลาการทำงานและต้นทุนด้านแรงงานได้มาก ซึ่งแม้การลงทุนในช่วงแรกจะค่อนข้างสูง แต่ในระยะยาวสามารถลดต้นทุนการจัดการแปลงได้อย่างชัดเจน ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้นด้วย

 

       ด้วยเหตุนี้ คุณเอ็ม จึงนำเครื่องจักรกลทางการเกษตรเข้ามาใช้ในการจัดการแปลงทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมแปลง ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมพัฒนาต่อยอด “ชุดอุปกรณ์ต่อพ่วงรถไถ” สำหรับไถกลบวัชพืช ควบคู่กับการให้ปุ๋ยและพ่นสารป้องกัน กำจัดวัชพืช 
 

       จนปัจจุบันสามารถดูแลแปลงปลูกกว่า 400 ไร่ ได้ด้วยแรงงานเพียง 4 คนเท่านั้น จากเดิมที่เคยมีมากกว่า 10 คน

 

       หลังจากทดลองใช้ชุดอุปกรณ์ต่อพ่วงรถไถในแปลงของตนเอง จนมั่นใจในประสิทธิภาพแล้ว คุณเอ็ม จึงตัดสินใจต่อยอดสู่การขายจริง โดยเริ่มเจาะตลาดกลุ่มผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงนำแนวคิดการตลาดออนไลน์มาปรับใช้ โดยการสร้างเพจเฟซบุ๊กชื่อว่า “จอมยุทธ์ เกษตรจักรกล” ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น  

“ชุดอุปกรณ์ต่อพ่วงรถไถ” ที่คุณประดิษฐ์ขึ้นสำหรับใส่ปุ๋ยพร้อมไถกลบวัชพืชในขั้นตอนเดียว

 

       ทั้งนี้ คุณเอ็ม ยังได้อาศัยความเป็นคนรุ่นใหม่ สร้างตัวตนบนโลกโซเชียลผ่านการทำคอนเทนต์ เคล็ดลับการทำเกษตรต่างๆ ทั้งวิธีวัดเปอร์เซ็นต์แป้ง รีวิวจุดเด่นสายพันธุ์ เพื่อเป็นการส่งต่อความรู้ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในฐานะ “เกษตรกรหัวก้าวหน้า” ให้กับกลุ่มผู้ติดตามและกลุ่มลูกค้าไปในตัว จนปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 20,000 รายแล้ว และสามารถพัฒนาไปสู่การสร้างรายได้รูปแบบอื่น เช่น  
การจำหน่ายท่อนพันธุ์ได้อีกด้วย

 

       โดยคุณเอ็ม ยังฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า “แม้ว่าการปลูกมันสำปะหลัง อาจมีช่วงที่ราคาดีหรือไม่ดีบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของพืชผลการเกษตรครับ เพียงแต่เราต้องรู้จักปรับตัว หมั่นเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง พยายามทำผลผลิตให้มีคุณภาพเพื่อรองรับทุกโอกาสไว้ก่อน ซึ่งตอนนี้ผลผลิตของผมสามารถทำได้ถึง 7 ตันต่อไร่ และสามารถปรับรูปแบบการขายตามราคาที่คุ้มค่าได้เสมอ วิธีนี้ทำให้ผมจับเงินล้านได้จริง เห็นแบบนี้แล้วมีกำลังใจ ในการพัฒนาต่อไปเลยครับ”

 

       แม้มันสำปะหลังมักถูกมองว่า “พืชไร่ไร้ราคา” แต่ “เกษตรกรรุ่นใหม่” อย่างคุณเอ็ม พิสูจน์แล้วว่า หากแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้สอดคล้องกับตลาด ก็สามารถทำเงินล้านได้เช่นกัน ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จนี้ เริ่มต้นจากความเอาใจใส่ในทุกขั้นตอน มีจัดการแปลงอย่างมืออาชีพ ด้วยเครื่องจักรกลทางการเกษตร ควบคู่กับการบำรุงอย่างตรงจุดด้วย “ปุ๋ยตรากระต่าย” ปุ๋ยขายดีอันดับ 1 ที่เกษตรกรเลือกใช้ ทำให้สามารถปลูกมันสำปะหลังได้ผลผลิตสูงถึง 7 ตันต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ตอบโจทย์ทุกการขาย ไม่ว่าจะเป็น “หัวสด” หรือแปรรูปเป็น “มันเส้นตากแห้ง” ก็ได้คุณภาพแบบชัวร์ เด๊ะ เด๊ะ สมหวังเป๊ะ เป๊ะ!

“ปุ๋ยตรากระต่าย” ปุ๋ยขายดีอันดับ 1 ที่เกษตรกรเลือกใช้  

เบื้องหลังความสำเร็จผลผลิตมันสำปะหลัง 7 ตันต่อไร่ ของคุณเอ็ม

ผลผลิตมันสำปะหลังหัวใหญ่ น้ำหนักดี ได้เปอร์เซ็นต์แป้งสูง

 

       ที่มา : ผลวิจัยเชิงคุณภาพการสำรวจตลาดปุ๋ยเคมีผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่าย (In-depth Interview (Store Intercept)) ปี พ.ศ. 2567 จากกลุ่มตัวอย่างร้านค้าตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยเคมีจำนวน 120 ตัวอย่าง โดยบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด

 

สำหรับผู้ที่สนใจเคล็ดลับในการทำการเกษตร สามารถติดตามสาระเกษตรน่ารู้ ได้ที่       

เคล็ดลับ บำรุงมันสำปะหลัง ให้ลงหัวดี มีหัวใหญ่ เปอร์เซ็นแป้งสูง 

เกษตรกรรุ่นใหม่ ปลูกมันสำปะหลัง ผลผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ ปลูกมันสำปะหลัง ผลผลิต 9 ตันต่อไร่ เทคนิคเตรียมดินดี ใช้ปุ๋ยคุณภาพ ได้มันหัวใหญ่ เปอร์เซ็นต์แป้งสูง 

เจาะเทคนิคปลูก “มันสำปะหลัง” แบบเกษตรกรรุ่นใหม่ เน้นควบคุมต้นทุน-บำรุงตรงจุด ได้ผลผลิตกว่า 

อินฟลูฯ สายเกษตร เผยเทคนิคปลูก “มันสำปะหลัง” ได้ผลผลิตสูง 8 ตัน/ไร่ คุณภาพการันตีรางวัล สร้างจุดขายเพิ่มรายได้ 

 

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ข้อมูลสินค้า และข่าวสารจากปุ๋ยตรากระต่าย เพิ่มเติมได้ที่    

Facebook: www.facebook.com/puitrakratai/     

YouTube: www.youtube.com/c/Puitrakratai     

TikTok: https://www.tiktok.com/@puitrakratai   

Line : เจียไต๋ Chia Tai https://r.holistica.live/e/x/6WRZ71tp1 

ข้อมูลสินค้าปุ๋ยตรากระต่าย : https://www.chiataigroup.com/business/fertilizer/Puitrakratai-Fruits-Vegetables 

บทความอื่นๆ

object
object